Custom Search

บทความที่ได้รับความนิยม

Translate

มีลูกหนึ่งคนเท่ากับแม่แก่ลงอีก 11 ปี

มีลูกหนึ่งคนเท่ากับแม่แก่ลงอีก 11 ปี แม้จะรู้กันทั่วไปว่าการตั้งครรภ์และคลอดบุตรในแต่ละครั้งส่งผลต่อสุขภาพของคนเป็นแม่อย่างยิ่ง แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่า การมีลูกกับเขาคนหนึ่งจะทำให้แม่ต้องแก่ชราลงกว่าเดิมในระดับเซลล์ถึง 11 ปี

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันของสหรัฐฯ ศึกษาข้อมูลจากตัวอย่างเลือดของหญิงอเมริกันอายุ 20-44 ปี ราว 2,000 คน ที่เข้าร่วมในโครงการตรวจสุขภาพและภาวะโภชนาการระดับชาติ
ระหว่างปี 1999-2002 


ลองเข้ามาดูสินค้า เจลหล่อลื่น T2max Pure สูตรเพียว ไม่มีสีและกลิ่น ขวดสีฟ้า ขายในราคา ฿89 ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย! https://s.shopee.co.th/10qsKU1npB

โดยศึกษามุ่งเน้นไปที่การวัดความยาวของเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นส่วนปลายของโครโมโซมที่เป็น เสมือนปลอกหุ้มปกป้องสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอในเซลล์เอาไว้ 

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Human Reproduction ระบุว่า หญิงที่มีบุตรแล้วจะมีความยาวของเทโลเมียร์หดสั้นลงกว่าหญิงที่ไม่มีบุตรโดยเฉลี่ย 4.2% 

ซึ่งเป็นความยาวที่เท่ากับเทโลเมียร์ของหญิงที่มีอายุแก่กว่าถึง 11 ปี แสดงว่าเซลล์ของหญิงที่มีบุตรจะถูกเร่งให้ชราลงเร็วยิ่งขึ้น และยิ่งมีบุตรมากคนขึ้นเท่าไหร่ เทโลเมียร์ก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น 
ดร. แอนนา พอลแล็ก ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ความยาวของเทโลเมียร์นั้นเชื่อมโยงกับสุขภาวะของร่างกายในระยะยาวรวมทั้งอายุขัยด้วย ซึ่งการที่หญิงมีบุตรมีเทโลเมียร์หดสั้นลงราว 4.2% นั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับว่าเซลล์ร่างกายแก่ชราลงในอัตราที่มากยิ่งกว่าการสูบบุหรี่หรือเป็นโรคอ้วนด้วยซ้ำ 

"เรารู้มาก่อนแล้วว่าการมีบุตรนั้นเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจหรือเบาหวานให้กับคนเป็นแม่ แต่ผลวิเคราะห์ล่าสุดนี้ยังชี้ว่าการตั้งครรภ์และคลอดลูกยังเร่งกระบวนการเข้าสู่วัยชราของเซลล์ให้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย" 
ดร.พอลแล็กกล่าว 
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดนี้ขัดกับงานวิจัยของมหาวิทยาลัยไซมอนเฟรเซอร์ในแคนาดา ซึ่งวัดความยาวของเทโลเมียร์ในหมู่หญิงที่คลอดบุตรแล้วทารกรอดชีวิตที่ประเทศกัวเตมาลา โดยพบว่าหญิงเหล่านี้กลับมีส่วนของเทโลเมียร์ขยายยาวมากขึ้น

ดร. พอลแล็กอธิบายในส่วนนี้ว่า 
"ผลการศึกษาผู้หญิงในชุมชนสองแห่งที่มีสภาพทางสังคมวัฒนธรรมแตกต่างกัน อาจทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกันได้ เพราะการที่เทโลเมียร์หดสั้นลงอาจไม่ได้มาจากการคลอดบุตรโดยตรง 

แต่การที่แม่ชาวอเมริกันมีความเครียดมากกว่า เพราะไม่มีเครือข่ายทางสังคมสนับสนุนรองรับการเลี้ยงดูบุตรเหมือนแม่ชาวกัวเตมาลา อาจเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เทโลเมียร์หดสั้นลงก็เป็นได้
ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป

ภาพขยายสเปิร์มมีการ “แท็กทีม” รวมพลังสู้ของเหลวในช่องคลอด


ภาพขยายสเปิร์มที่จับกลุ่มกันเพื่อเคลื่อนตัวไปข้างหน้า

เมื่อพูดถึงสเปิร์มหรือตัวอสุจิ หลายคนมักจะคิดถึงเซลล์สืบพันธุ์ตัวจิ๋วในการแข่งขันว่ายน้ำครั้งสำคัญ ซึ่งสเปิร์มแต่ละตัวจะต้องต่อสู้ไปอย่างโดดเดี่ยว เพื่อให้ได้ชัยชนะจากการเข้าเส้นชัยเป็นตัวแรก และเป็นตัวเดียวที่ได้เข้าผสมกับไข่

แต่ผลการศึกษาล่าสุดของนักชีววิทยาอเมริกันกลับพบว่า สเปิร์มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด ไม่ได้ลงสนามแข่งขันแบบหมาป่าเดียวดายเสมอไป แต่มีกลวิธี “แท็กทีม” จับกลุ่มช่วยเหลือกันในบางช่วง เพื่อให้เคลื่อนตัวผ่านของเหลวในช่องคลอดที่เป็นอุปสรรคไปได้ง่ายขึ้น

รายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Cell and Developmental Biology ระบุว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนลและ North Carolina A&T State University ของสหรัฐฯ ได้ทดลองให้สเปิร์มของวัวจำนวนหลายล้านตัวว่ายแข่งขันกันในสภาพแวดล้อมของห้องปฏิบัติการ โดยจำลองให้สนามแข่งขันดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับช่องคลอดและมดลูกตามธรรมชาติมากที่สุด

นอกจากนี้ ของเหลวดังกล่าวยังมีการไหลเวียนเพื่อต้านความเคลื่อนไหวของสเปิร์มเป็นระยะอีกด้วย ทำให้สเปิร์มของสัตว์บางชนิดอย่างเช่นหนูไม้ (wood mouse) พัฒนาอวัยวะคล้ายตะขอเกี่ยวที่ส่วนหัว เพื่อคล้องเข้ากับสเปิร์มตัวที่อยู่ใกล้กันจนสามารถจับกลุ่มเป็นขบวนใหญ่นับแสนตัว และเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

ผลการทดลองครั้งล่าสุดปรากฏว่า สเปิร์มวัวที่มีการจับกลุ่มกันหลายตัวจะแหวกว่ายเป็นเส้นตรงไปข้างหน้า โดยมีการเลี้ยวเบนเบี่ยงทิศทางหรือกลับหลังหันน้อยครั้งกว่าสเปิร์มที่แหวกว่ายเพียงลำพังอย่างมาก

การทำงานเป็นทีมของสเปิร์มเปรียบเสมือนการจับกลุ่มของนักปั่นจักรยานเพื่อเข้าเส้นชัย

ในภาวะที่ของเหลวหนืดภายในช่องคลอดจำลองมีการไหลอ่อน ๆ สเปิร์มที่ว่ายเป็นกลุ่มจะจัดรูปขบวนให้เป็นระเบียบมากขึ้น ดูคล้ายกับฝูงปลาแซลมอนที่ว่ายทวนน้ำ แต่หากของเหลวภายในช่องคลอดจำลองไหลแรงขึ้นไปอีก ขบวนสเปิร์มจะเกาะกลุ่มกันหนาแน่นขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกพัดพาไปกับกระแสของเหลวดังกล่าว

ดร. ตุง จีกวน หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยกล่าวอธิบายว่า “การจับกลุ่มแหวกว่ายเป็นทีมของสเปิร์มเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหวังให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการผ่อนแรงประหยัดพลังงานอีกด้วย คล้ายกับการจับกลุ่มเข้าขบวน peloton formation ของนักปั่นจักรยาน ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ในกลุ่มได้ประโยชน์จากการสร้างรูปทรงลู่ลมหรือต้านลมเป็นระยะ”


ลองเข้ามาดูสินค้า เจลหล่อลื่น T2max Pure  สูตรเพียว ไม่มีสีและกลิ่น ขวดสีฟ้า ขายในราคา ฿89 ซื้อได้ในแอป Shopee ตอนนี้เลย! https://s.shopee.co.th/10qsKU1npB

ทีมผู้วิจัยยังคงต้องการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไปอีก ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเจริญพันธุ์ให้ก้าวหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการคัดเลือกสเปิร์มเพื่อปฏิสนธินอกร่างกายหรือการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งมักพบความล้มเหลวหรือได้ผลไม่ดีนัก เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวขาดอุปสรรคที่ปกติมีไว้สำหรับการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection)

ตะขาบยักษ์ขาเหลืองเปรูเป็นสัตว์ เลี้ยงแปลกๆที่มีบางคนนิยมเลี้ยงกัน


ตะขาบยักษ์ขาเหลืองเปรู หรือ ตะขาบยักษ์อเมซอน (อังกฤษ: Peruvian giant yellow-leg centipede, Amazonian giant centipede; ชื่อวิทยาศาสตร์: Scolopendra gigantea) เป็นตะขาบชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสกุล Scolopendra โดยปกติเมื่อโตเต็มที่จะยาว 26 เซนติเมตร (10 นิ้ว) 

 แต่บางครั้งก็สามารถโตได้ถึง 30 เซนติเมตร (12 นิ้ว) ตะขาบชนิดนี้อาศัยอยู่ทางแถบเหนือและตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ และตามเกาะแก่งของประเทศตรินิแดดและจาไมกา เป็นสัตว์กินเนื้อ โดยกินจิ้งจก, กบ, นก, หนู และแม้แต่ค้างคาวเป็นอาหาร และขึ้นชื่อในเรื่องความดุร้าย


ร่างกายประกอบไปด้วยปล้องจำนวน 21-23 ปล้อง ปล้องมีสีทองแดงหรือสีแดงอมม่วง แต่ละปล้องมีขาสีเหลืองอ่อน 1 คู่ ขาแต่ละข้างสามารถเดินได้อย่างรวดเร็ว (หรือแม้แต่วิ่ง) และจับเหยื่อได้อย่างแน่นหนาก่อนที่จะฆ่า

ตะขาบชนิดนี้มีเขี้ยวที่เรียกว่า Forcipule เรียงเป็นแนวโค้งอยู่รอบ ๆ หัว ซึ่งพัฒนาให้สามารถปล่อยพิษเข้าไปในตัวเหยื่อได้ พิษประกอบด้วยสารอะเซทิลคอลีน ฮิสตามีน เซโรโทนิน ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ ทำให้เกิดแผลเหมือนถูกตัวต่อต่อย แผลจะบวมอย่างรุนแรง และตามด้วยอาการไข้สูง


ตะขาบยักษ์ขาเหลืองเปรู เป็นสัตว์เลี้ยงที่เป็นที่นิยมในบรรดาผู้นิยมสัตว์ประเภทสัตว์แปลก ๆ แต่ไม่ควรจับมันโดยไม่มีเครื่องป้องกัน แม้เพียงแค่ผิวหนังสัมผัสถูกผิดก็ทำให้เกิดอันตรายได้ อาการที่เกิดจากการถูกพิษของตะขาบในสกุลนี้เรียกว่า "Scolopendrism"

ตะขาบขาเหลืองยักษ์เปรู ตัวเมียจะคอยดูแลและปกป้องรังที่มีไข่ของตนเอง ตัวอ่อนจะมีสีแดงเข้มหรือสีดำ ลำตัวบาง และมีหัวกลมใหญ่สีแดง มีวงจรชีวิตลอกคราบหลายครั้งก่อนที่จะโตเต็มวัย

กิ้งกือกระสุน


กิ้งกือกระสุน (อังกฤษ: Pill millipede) เป็นสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่อยู่ในสามอันดับของกิ้งกือ ซึ่งมักจะถูกจัดให้อยู่ในอันดับใหญ่ Oniscomorpha ชื่อของอันดับใหญ่ หมายถึงกิ้งกือที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวกะปิ แต่ในความเป็นจริงตัวกะปิกับกิ้งกือกระสุนไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้เคียงกันเลย และถูกจัดให้อยู่ในไฟลัมย่อยกุ้ง-กั้ง-ปูและไมเรียโพดา ตามลำดับ

กื้งกือกระสุนมีลักษณะอ้วนป้อม เมื่อตกใจขดตัวจะเป็นก้อนกลมเหมือนกระสุน จึงได้ชื่อว่า "กิ้งกือกระสุน" และยังมีชื่อภาษาถิ่นอื่นอีกเช่น "แมงมดชิด" พวกมันชอบอาศัยตามที่ชื้นแฉะ หรือป่าดิบชื้น กินเศษพืชที่เน่าเปื่อยเป็นอาหาร

 กิ้งกือกระสุนแต่ละชนิดมีสีเปลือกที่แตกต่างกัน เพื่อใช้ในการหลบซ่อน หรือพรางตัวจากศัตรูและผู้ล่า สิ่งแวดล้อมหรือถิ่นที่อยู่อาศัยที่ต่างกัน มีผลทำให้มีสีเปลือกที่แตกต่างกันไป ซึ่งสีของเปลือกของกิ้งกือกระสุนมีความแตกต่างกัน เช่น ในแถบภาคเหนือมักพบกิ้งกือกระสุนดำ ส่วนกิ้งกือกระสุนสีน้ำตาลมักพบอย่างกว้างขวางทั่วไป



ลักษณะ
กิ้งกือกระสุนมีลำตัวที่สั้นมากเมื่อเทียบกับกิ้งกือประเภทอื่นๆ ด้วย 11–13 ปล้องลำตัวเท่านั้น[3] และมีความสามารถในการม้วนตัวเป็นลูกกลมๆ เมื่อถูกรบกวน ซึ่งเป็นการป้องกันตัวจากผู้ล่า ความสามารถนี้วิวัฒนาการแยกแตกต่างกันชัดเจนในแต่ละอันดับของทั้งสอง ทำให้ถูกจัดเป็นวิวัฒนาการเบนเข้า 

กิ้งกือกระสุนยังสามารถปล่อยของเหลวที่มีพิษออกมาได้ ซึ่งกัดกร่อนและเป็นพิษต่อตัวผู้ล่า


พวกมันถูกจัดเป็นผู้บริโภคซากพืชซากสัตว์ โดยมีอาหารเป็นซากพืชในบริเวณป่าไม้[

ค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์มีปีกที่ไม่ใช่นกแต่ใช้ปีกในการวิ่ง


ค้นพบรอยเท้าไดโนเสาร์มีปีกที่ไม่ใช่นกแต่ใช้ปีกในการวิ่ง

ไดโนเสาร์ที่มีปีกไม่ได้มีความสามารถบินได้เต็มที่เสมอไป

รอยเท้าที่ยังคงหลงเหลืออยู่บ่งชี้ว่าไดโนเสาร์ที่ไม่ใช่นกใช้ปีกในการวิ่ง
ไดโนเสาร์ที่มีปีกไม่ได้มีความสามารถบินได้เต็มที่เสมอไป แต่ลักษณะทางกายวิภาคนี้อาจทำให้ไดโนเสาร์สามารถบินได้ไกลขึ้นโดยการกระพือปีกหรือร่อน

นักวิทยาศาสตร์ศึกษารอยเท้าของนักล่าขนาดเท่านกกระจอกที่เรียกว่า Dromaeosauriformipes rarus

รอยเท้าเล็กๆ ในเกาหลีใต้เป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์เมื่อ 120 ล้านปีก่อน ซึ่งไดโนเสาร์ได้ใช้ประโยชน์จากปีกของมันในการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ 

ซึ่งถือเป็นหลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดของการเคลื่อนไหวโดยใช้ปีกช่วยในสัตว์ ที่สูญพันธุ์เหล่า นี้

ไม่แน่ชัดว่าสัตว์ชนิดนี้ซึ่งเป็นนักล่าและไม่ใช่ส่วนหนึ่งของสายพันธุ์ที่นำไปสู่นกนั้นสามารถบินได้เต็มที่หรือไม่ 

แต่รอยเท้าเหล่านี้สนับสนุนแนวคิดก่อนหน้านี้ที่ว่าอากาศพลศาสตร์ได้วิวัฒนาการมาหลายครั้งในสายพันธุ์ก่อน
ประวัติศาสตร์Alexander Dececchiจากมหาวิทยาลัย Dakota State ใน South Dakota กล่าว

“การพบรอยเท้าแบบนี้ [ก่อนบิน] เป็นเรื่องค่อนข้างหายาก และจากนั้นพบรอยเท้าเหล่านี้ในสัตว์ที่ไม่ใช่แม้แต่นก ถือเป็นเรื่องพิเศษมาก” เขากล่าว

ไดโนเสาร์เวโลซิแรปเตอร์และนักล่าชนิดอื่นๆ (โดรมาเอโอซอริด) เป็นบรรพบุรุษของนกในปัจจุบัน แต่สายพันธุ์ของไดโนเสาร์เหล่านี้แยกออกเป็นสายพันธุ์นกและสายพันธุ์ที่ไม่ใช่นกหรือที่เรียกว่า “ไดโนเสาร์พาราเวีย” 

เมื่อประมาณ 170 ล้านปีก่อน แม้ว่าจะมีขนและปีก แต่ไดโนเสาร์พาราเวียก็ดูเหมือนจะไม่มีปีกเพียงพอที่จะชดเชยน้ำหนักตัวของมันไมเคิล พิตต์แมน สมาชิกในทีม จากมหาวิทยาลัยจีนแห่งฮ่องกง กล่าว


แต่พิตต์แมน เดเชคชี และเพื่อนร่วมงานของพวกเขาสงสัยว่าไดโนเสาร์พาราเวียบางชนิดอาจบินได้หรืออย่างน้อยก็ร่อนได้ ก่อนที่นกจะบินได้เต็มที่ 

โดยอาศัยกล้ามเนื้อส่วนบนของร่างกาย ความสงสัยนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อพวกเขาสำรวจรอยเท้าไดโนเสาร์มากกว่า 2,600 แถวทั่วโลก

ค้นพบหัวกะโหลกลึกลับหัวยาวเป็นศอกแปลกประหลาดผิดรูปร่างกะโหลกของมนุษย์


ค้นพบหัวกะโหลกลึกลับหัวยาวเป็นศอกแปลกประหลาดผิดรูปร่างกะโหลกของมนุษย์


การค้นพบนี้สื่อให้เห็นว่ามนุษย์มีรูปร่างที่ผิดปกติหัวกะโหลกยาวยืดออกมาราวกับว่าไม่ใช่หัวกระโหลกมนุษย์

มันเป็นอะไรที่พิสูจน์ได้ว่ามนุษย์พันธุ์นี้อาจจะเป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่หรือเป็นมนุษย์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว

หัวที่ยาวเป็นวาเป็นศอก  ลองดูในภาพเอาก็แล้วกัน  คุณลองตัดสินใจดูว่ามนุษย์หัวยาวชนิดนี้จะหน้าตาเป็นยังไงรึว่าอาจจะเป็นมนุษย์ต่างดาวสายพันธุ์ใดสายพัน ธ์ก็ได้

การค้นพบหนึ่งในการค้นพบ ที่ลึกลับที่สุดในปี 1928

คาบสมุทร Paracas ที่ถูกทิ้งร้าง ตั้งอยู่บนชายฝั่งทางใต้ ของหนึ่งในประเทศที่น่าพิศวงที่สุดในอเมริกาใต้ ของประเทศเปรู


ที่นั่นในภูมิประเทศที่แห้งแล้ง ที่นักโบราณคดีชาวเปรู Julio C. Tello ได้ค้นพบสิ่งลึกลับที่สุดครั้งหนึ่งในปี 1928 ในระหว่างการขุดค้น Tello ได้ค้นพบสุสานที่ซับซ้อนและซับซ้อนในดินขรุขระของทะเลทราย Paracas

ในหลุมศพลึกลับ Tello ค้นพบซากศพมนุษย์ที่เป็นข้อถกเถียงจำนวนหนึ่ง 

ซึ่งจะเปลี่ยนทัศนคติของเรา ที่มีต่อบรรพบุรุษและต้นกำเนิดของเราไปตลอดกาล ศพในหลุมศพมีกะโหลกที่ยาวที่สุดเท่าที่เคยพบบนโลกนี้ เรียกว่า กะโหลกปารากัส นักโบราณคดีชาวเปรู ค้นพบกะโหลกลึกลับมากกว่า 300 กะโหลก ซึ่งเชื่อกันว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 ปี


ราวกับว่ารูปร่างของกะโหลกศีรษะไม่ลึกลับเพียงพอ การวิเคราะห์ DNA เมื่อเร็วๆนี้ ดำเนินการกับกะโหลกศีรษะบางส่วน และได้นำเสนอผลลัพธ์ที่น่าพิศวงและน่าเหลือเชื่อที่สุดบางส่วน ซึ่งท้าทายทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับต้นกำเนิด วิวัฒนาการของมนุษย์


การแสดงความคิดเห็นของผู้ชมรายหนึ่ง
👉คิดว่าน่าจะเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์นึงที่อาจจะต้องการทำให้กะโกลกศีรษะยาวเพื่อความสวยงาม เหมือนชาวกะเหรี่ยงคอยาวบ้านเรา หรือชนเผ่าในอัฟริกาที่นิยมใส่ตุ้มหูหนักๆเพื่อถ่วงติ่งหู หรือถ่างติ่งหูให้ยานหรือเป็นรูกว้าง หรือทำให้ริมฝีปากล่างให้ยืดยานแล้วจะสวย(ในแบบของเขา)
👉หรือถ้าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงก็ไม่แปลกใจ เพราะขนาดดาวโลกเรายังมีสัตว์ มีมนุษย์อาศัยอยู่ ดาวอื่นๆที่มีความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมก็คงจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เช่นกัน

ปล่องภูเขาไฟโบราณลึกลับลำหินปล่องภูเขาไฟรูปเข็ม ซึ่งเป็นภูมิลักษณ์เด่นแปลกตาแห่งหนึ่งในประเทศเซาตูแมอีปริงซีป


ปล่องภูเขาไฟโบราณลึกลับลำหินปล่องภูเขาไฟรูปเข็ม ซึ่งเป็นภูมิลักษณ์เด่นแปลกตาแห่งหนึ่งในประเทศเซาตูแมอีปริงซีป 

วันนี้เราก็จะมาพาเพื่อนๆไปชมมภูมิประเทศแปลกๆจากต่างประเทศนะครับรับรองได้ว่ามันแปลกตามากปล่องภูเขาไฟที่มีรูปทรงแปลกตาราวกับอนุสาวรีย์โบราณตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าดงดิบ


คุณคงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยจริงๆแน่เลยครับ มาดูกันว่าจะลึกลับน่าสนใจขนาดไหน

ปีกูเกากรังดึ (Pico Cão Grande) แปลว่า ยอดเขาหมาใหญ่ คือลำหินปล่องภูเขาไฟรูปเข็ม ซึ่งเป็นภูมิลักษณ์เด่นแห่งหนึ่งในประเทศเซาตูแมอีปริงซีป 

ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติออโบดึเซาตูแม ในเขตเกาแวบนเกาะเซาตูแม ส่วนยอดมีความสูง 663 เมตร (2,175 ฟุต) จากระดับน้ำทะเล และมีความสูงประมาณ 370 เมตร (1,210 ฟุต) เหนือภูมิประเทศโดยรอบ ลำหินปล่องภูเขาไฟนี้ก่อตัวขึ้นจากการแข็งตัวของหินหนืดในช่องเปิดของภูเขาไฟลูกหนึ่งที่ยังคุกรุ่น 


หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดคือวีลากลูติลดึ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก 3 กิโลเมตร ส่วนเซาฌูเวาดูซังกูลารึช เมืองหลักของเขตเกาแว ตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออก 9 กิโลเมตร


การปีนปีกูเกากรังดึทำได้ยากเนื่องจากมอสส์ที่ขึ้นอยู่ตามโขดหินและงูที่อาศัยอยู่ชุกชุม 


กลุ่มนักปีนเขาชาวโปรตุเกสพยายามปีนเขาลูกนี้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2518 ต่อมากลุ่มนักปีนเขาชาวญี่ปุ่นได้พิชิตเขาลูกนี้ได้สำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534

เห็นในภาพปล่องภูเขาไฟลึกลับชนิดนี้มันก็น่าตื่นเต้นมหัศจรรย์แล้วนะครับดูสิแปลกประหลาดมากๆแท่งหินโผล่ขึ้นมาท่ามกลางทุ่งโล่งกว้างราวกับยักษ์ปักหินก้อนใหญ่สูงๆๆ

ปลิงสยองพันธุ์ดุ ปลิงยักษ์แอมะซอน สัตว์เลี้ยงสุดสยอง...


คุณคงไม่เคยเห็นปลิงชนิดนี้แน่นอนเพราะว่าแถวบ้านเราประเทศเราส่วนใหญ่จะเป็นปลิงตัวเล็กๆแต่นี่มันคือปลิงยักษ์อเมซอน


ขนลุก สงสัยว่า เวลาให้อาหาร แค่เอาเลือดมาวางไว้ให้ ปลิงก็น่าจะดูดกินเองได้เลยใช่ไหม หรือต้องหาสัตว์เป็นไมาวางให้ แล้วให้ปลิงดูดสดๆจาดสัตว์เอง
เหรอสยองๆๆ


นี่ถ้าเผลอหลุดจากตู้ที่เลี้ยง แล้วมาดูดเลือดเจ้าของตอนหลับๆ ถ้าปากเบา ก็น่าจะไม่ได้ตื่น เลือดหมดตัวแน่นอน 🙂‍↕️


ใครใจเสาะหลบไป ปลิงยักษ์แอมะซอน สัตว์เลี้ยงสุดสยอง... 

ปลิงยักษ์ชนิดนี้จะมีขนาดระหว่าง 30 ถึง 35 เซนติเมตร แต่ขนาดใหญ่ที่พบอาจยาวได้ถึง 46 เซนติเมตร และพวกมันถือเป็นสัตว์จำพวกปลิงน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก


ปลิงยักษ์แอมะซอน สามารถพบได้เฉพาะในป่าดิบชื้นของดินแดนเฟรนช์เกียนาและพื้นที่ใกล้เคียงของประเทศบราซิล โดยถูกค้นพบครั้งแรกโดย วิตตอเร กิลิอานี นักธรรมชาติวิทยาชาวอิตาลี ตั้งแต่ปี 1849

นักวิทยาศาสตร์สุดทึ่ง! พบ ‘ฟอสซิลก้ามปู’ สายพันธุ์ใหม่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา


นักวิทยาศาสตร์สุดทึ่ง! พบ ‘ฟอสซิลก้ามปู’ สายพันธุ์ใหม่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา 

ตัวอย่างปูโบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้วนี้มีอายุราว 8.8 ล้านปีก่อน ถูกพบที่หาก Waitoetoe ในประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งถูกรักษาไว้อย่างดีด้วยโคลนและเถ้าภูเขาไฟที่ปกคลุมรอบบริเวณ ช่วยให้ซากสัตว์และสิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้มาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางบรรพชีวินวิทยา 


จากการตรวจสอบ ทีมวิจัยเชื่อว่าปูตัวนี้เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน พวกเขาตั้งชื่อให้มันว่า Pseudocarcinus karlraubenheimeri ชื่อหลังนี้เป็นเกียรติของ Karl Raubenheimer จากนิวพลีมัธ เกาะเหนือ ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้รวบรวมและบริจาคตัวอย่างนี้ 

สิ่งที่น่าประทับใจคือขนาดก้ามของมันที่ยาวมาก ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าร่างกายของมันน่าจะตัวใหญ่มากด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจมีน้ำหนักมากกว่า 12 กิโลกรัม และน่าจะเป็นนักล่าที่น่ากลัว (หรืออาจเป็นอาหารที่เลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้าน) 

“ปูยักษ์ทางใต้ที่มีชีวิตในปัจจุบัน Pseudocarcinus gigas เป็นหนึ่งในปูที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” Barry WM van Bakel ผู้เขียนงานวิจัยกล่าว "กรงเล็บของมันยาวได้ถึง 47 เซนติเมตร (18.5 นิ้ว) เกือบครึ่งเมตร! บรรพบุรุษฟอสซิลนี้มีขนาดประมาณครึ่งหนึ่ง"

ปูตัวที่ค้นพบนี้ถูกจัดให้อยู่ในสกุล Pseudocarcinus ซึ่งเป็นสกุลเดียวกับ Pseudocarcinus gigas ปูที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน และตัวที่เป็นฟอสซิลนี้มีก้ามขนาดครึ่งหนึ่ง หรือก็คือราว ๆ 23.75 ซม. ซึ่งก็จัดว่าใหญ่อยู่ดี 


“ปู Pseudocarcinus มีลักษณะเฉพาะคือความใหญ่โตซึ่งทำให้พวกมันได้เปรียบอย่างมากในการแข่งขันและการป้องกัน” รายงานระบุ “ธรรมชาติของพวกมันกินเนื้อเป็นอาหารนั้นสะท้อนให้เห็นในกระดูกชิ้นใหญ่ที่ใหญ่เป็นพิเศษของพวกมัน (หรือก้ามปู)”


นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าก้ามที่ใหญ่นี้อาจเป็นผลมาจากแรงกดดันของวิวัฒนาการจากสิ่งมีชีวิตรอบ ๆ เช่นหอยที่เป็นเหยื่อก็มีขนาดใหญ่ขึ้น นักล่าอย่างปูตัวนี้ก็ต้องมีอาวุธที่ใหญ่ขึ้นตาม 

“นี่เป็นฟอสซิลปูที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา ซึ่งมันน่าทึ่งมาก” van Bakel บอก 

เคสแรกในโลก ชายวัย 30 ปีชาวสก็อตแลนด์มีอาการหลอดลมทะลุ คอบวม และก้อนอากาศติดอยู่ในทางเดินหายใจชักดิ้นชักงอหายใจไม่ออกเกือบตาย


นี่อาจจะเป็นเคสแรกในโลก ชายวัย 30 ปีชาวสก็อตแลนด์มีอาการหลอดลมทะลุ คอบวม และก้อนอากาศติดอยู่ในทางเดินหายใจ แพทย์วินิจฉัยเป็นอาการบาดเจ็บจากการกลั้นจามด้วยการปิดปากและบีบจมูก 

รายงานใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร British Medical Journal ซึ่งเขียนโดยแพทย์โรงพยาบาล Ninewell ในเมืองดันดี สก็อตแลนด์ ได้เผยให้เห็นเคสตัวอย่างที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก ซึ่งระบุถึงอาการบาดเจ็บในทางเดินหายใจจากการการกลั้นจามแทนที่จะปล่อยออกไป

“เราได้รายงานภาวะหลอดลมทะลุหลังจากการจาม ซึ่งตามความรู้ของเราไม่เคยมีรายงานมาก่อน” แถลงการณ์ระบุ 
.
ทีมแพทย์ได้เล่าถึงเหตุการณ์ว่า ชายวัย 30 ปีคนนี้ได้เข้ามาที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง คอของเขาบวมทั้งสองข้าง เมื่อแพทย์ตรวจดูก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างแตกเบา ๆ อย่างไรก็ตาม ชายคนนั้นสามารถหายใจ กลืน หรือพูดได้ปกติ 

แพทย์จึงทำการเอ็กซ์เรย์คอของเขา ซึ่งเผยให้เห็นรอยฉีกขาดขนาด 2 x 2 มิลลิเมตร ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอากาศติดอยู่ใต้ชั้นเนื้อเยื่อของผิวหนัง และเมื่อทำสแกนด้วยคอมพิวเตอร์ (CT Scan) ก็พบว่ามีก้อนน้ำอยู่ระหว่างกระดูกชิ้นที่ 3 และ 4 ของกระดูกของ รวมถึงมีก้อนอากาศอยู่ในช่องว่างระหว่างปอด

แพทย์ตัดสินใจว่าไม่จำเป็นต้องมีการผ่าตัด แต่เขาได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงด้วยยารักษาบรรเทาอาการปวด เนื่องจากมีอัตราการเต้นของหัวใจ ระดับออกซิเจน และความดันโลหิตปกติ เมื่อผ่าน 5 แพทย์ก็ระบุว่าเขาสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ 

“เราสงสัยว่าหลอดลมมีรูพรุน เนื่องจากแรงกดดันในหลอดลมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่บีบจมูกและปิดปากระหว่างจาม” รายงานระบุพร้อมกับเน้นย้ำว่า “ทุกคนควรได้รับคำแนะนำว่าอย่ากลั้นจามด้วยการบีบจมูกและปิดปาก เพราะอาจส่งผลให้เกิดหลอดลมทะลุได้” 


แม้นี่จะเป็นครั้งแรกที่หลอดลมทะลุ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่การกลั้นจามทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ ในปี 2018 ชายชาวอังกฤษวัย 34 ปีคนหนึ่งเนื้อเยื่อหลังคอของเขาแตกหลังบีบจมูกและปิดปากระหว่างจาม ด้วยเหตุนี้ทีมแพทย์จึงแนะนำว่าหากต้องการจาม ให้ปล่อยออกมาโดยมีทิชชู่ปิดปากและจมูกไว้ดีกว่า


“การหยุดจามด้วยการปิดรูจมูกและปากเป็นการกระทำที่อันตรายซึ่งควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนได้หลายอย่างเช่น อากาศติดอยู่ในหน้าอก แก้วหูทะลุ และแม้กระทั่งหลอดเลือดแตก” รายงานจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ เอ็นเอชเอส ทรัสต์ เขียนเมื่อปี 2018
 


จระเข้ยักษ์โบราณ พูรัสซอรัส ที่มีแรงกัดทรงพลังกว่าทีเร็กซ์ 2 เท่า


จระเข้ยักษ์โบราณ พูรัสซอรัส ที่มีแรงกัดทรงพลังกว่าทีเร็กซ์ 2 เท่า


วันนี้เราจะมานำเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องจระเข้โบราณที่มีฟันเหยินแทรกแซงแหลมคมเต็มปาก

ต้องยอมรับนะครับว่าจระเข้เนี่ยเป็นสัตว์ยุคโบราณที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันต้นตระกูลของมันที่เป็นจระเข้ยักษ์ฟันเหยินเต็มปากตัวใหญ่โตมโหฬารอาจจะสูญพันธุ์ไปแล้วแต่ก็ยังมีเชื้อสายพันธุ์จระเข้ที่หลงเหลือสืบพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนะครับเดี๋ยวเรามาเข้ารายละเอียดเลยดีกว่าครับ

ไคแมนยักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ พูรัสซอรัส (Purussaurus) เป็นนักล่าในยุคไมโอซีน อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำในทวีปอเมริกาใต้ ถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีแรงกัดมากที่สุดของสัตว์ที่เคยปรากฏมาบนโลก


มีสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการของเราจำนวนมากที่อาศัยอยู่บนโลกนี้มานานก่อนที่มนุษย์จะเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็คือ พูรัสซอรัส จระเข้ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่มีลำตัวยาวกว่ารถโรงเรียน และแข็งแกร่งกว่าทีเร็กซ์

พูรัสซอรัสมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Purussaurus brasiliensis จระเข้ยักษ์โบราณที่ยาวถึง 13 เมตรเมื่อโตเต็มวัยและมีน้ำหนักมาถึง 8,210 กิโลกรัม พวกมันกินเนื้อวันละประมาณ 40 กิโลกรัมเป็นประจำ


สัตว์โบราณชนิดนี้ออกล่าเหยื่อบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำในทวีปอเมริกาใต้ มันจะพุ่งตัวขึ้นจากน้ำเพื่อตะครุบเหยื่อ ขากรรไกรของมันมีแรงกัดมหาศาลถึง 5.3 เมตริกตัน ซึ่งแข็งแกร่งกว่าไทแรนโนซอรัส เรกซ์ถึง 2 เท่า

การค้นพบพูรัสซอรัส
Purussaurus brasiliensis ได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการตามการค้นพบในป่าฝนของบราซิล แม้ว่ารูปร่างของมันจะคล้ายกับจระเข้ แต่เนื่องจากมันมีท้องที่หุ้มเกราะหนาจึงถูกจัดอยู่ในสายตระกูลไคเมน (Caiman) ซึ่งเป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับจระเข้

ซากฟอสซิลพูรัสซอรัสตัวแรกถูกค้นพบในช่วงปลายทศวรรษ 1800 โดย Joao Barbosa Rodrigues นักวิจัยชาวบราซิล ในระหว่างสายพันธุ์นี้ถูกค้นพบ มีการตั้งชื่อ และลงบันทึกทางประวัติศาสตร์แล้ว แต่ก็ยังมีการคาดเดามากมายเกี่ยวกับขนาดและนิสัยของมัน โชคดีที่มีการค้นพบกะโหลกศีรษะขนาดใหญ่ของมัน

ต่อมามีการค้นพบซากกระดูกชิ้นส่วนอื่นเพิ่มขึ้นตามเรื่อย ๆ ทั้งในประเทศเปรู โคลอมเบีย ปานามา และเวเนซุเอลา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพูรัสซอรัสเป็นสายพันธุ์จระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีความยาวอยู่ที่ 13 เมตรและน้ำหนัก 8.4 ตัน

จนกระทั่งไม่นานมานี้ มีรายงานการค้นพบรอยกัดขนาดใหญ่ปรากฎอยู่บนกระดูกของสลอธที่มีอายุ 13 ล้านปี จากการศึกษาพบว่ารอยกัดนั้นน่าจะเกิดจากการโจมตีของพูรัสซอรัส เพราะในบรรดาจระเข้โบราณ 6 สายพันธุ์ในภูมิภาคนี้ไม่มีสายพันธุ์ไหนที่มีฟันใหญ่เท่ามันอีกแล้ว

ทำไม Purussaurus brasiliensis จึงเป็นนักล่าที่น่ากลัวที่สุดในยุคนั้น

 Tito Aureliano และทีมงานของเขาเปิดเผยข้อมูลที่ค้นพบเกี่ยวกับแรงกัด ลักษณะรูปร่าง และความเป็นอยู่ของพูรัสซอรัส นักบรรพชีวินวิทยาชาวบราซิลแห่งมหาวิทยาลัย Campinas ระบุว่าจระเข้ยักษ์โบราณสายพันธุ์นี้มีแรงกัดที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาสัตว์สี่ขาที่เคยปรากฏบนโลก

จากข้อมูลในวารสาร Public Library of Sciences มีการวิเคราะห์แรงกัดของพูรัสซอรัส พบว่ามีค่าอยู่ที่ 69,000 นิวตันหรือ 15,512 ปอนด์ ซึ่งมากกว่าแรงกัดของฉลามขาวถึง 20 เท่า จระเข้โบราณตัวนี้สามารถแอบซ่อนอยู่ในน้ำตื้นและบิดเหยื่อของมันให้จมลึกลงไป ด้วยขนาดที่ใหญ่มหึมาและการล่าเหยื่อที่ทรงพลัง ทำให้พูรัสซอรัสเป็นราชาในหมู่นักล่า


เมื่อพูรัสซอรัสโตเต็มวัย มันจะกินสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ถึงใหญ่มาก มันสามารถคว้าเหยื่อที่มีน้ำหนักมากกว่าหนึ่งตันได้อย่างง่ายดาย เมื่อเปรียบเทียบกับทีเร็กซ์ ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีชีวิตอยู่กันคนละยุค แต่เป็นที่แน่ชัดว่าแม้แต่ทีเร็กซ์ก็ไม่รอดจากแรงกัดมหาศาลและฟันที่แหลมคมของมัน

ทำไมPurussaurus ถึงสูญพันธุ์
อย่างไรก็ตามพูรัสซอรัสไม่ได้มีชีวิตยืนยาวอยู่บนโลกใบนี้ การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาก่อให้เกิดการแปรสัณฐานเป็นแนวเทือกเขาแอนดีส ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของสัตว์หลายสายพันธุ์

เนื่องจากพูรัสซอรัสต้องการเนื้อจำนวนมหาศาลเพื่อมีชีวิตอยู่รอด เมื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นเหยื่อเริ่มหายไปพร้อมกับภูมิประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา พูรัสซอรัสก็ไม่มีอาหารเพียงพอสำหรับการดำรงชีวิต สุดท้ายพวกมันค่อย ๆ ล้มตายลงและสูญพันธุ์ไปในที่สุด

อ่านมาจนถึงวันสุดท้ายแล้วจระเข้ยักษ์โบราณพูรัสซอรัส ที่สูญพันธุ์ไปเนี่ยเพราะว่าไม่มีอาหารจะกินล่าเหยื่อ ไปล่ามาจนเหยื่อหายหมด  โลกเปลี่ยนแปลงก็เลยอดอยากปากแห้ง ตายไปสูญพันธุ์ไปก็แค่นั้นแหละเป็นไปตามวัฏจักรวงจรของชีวิตสุดท้ายก็ง่อยกินแห้งตาย ตายซากสูญพันธุ์ไปในที่สุด

งานวิจัยใหม่แนะมนุษย์อาจไม่ได้เป็นคนสร้างมหาสฟิงซ์ขึ้นมาเองทั้งหมด แต่ธรรมชาติเป็นคนช่วยและมนุษย์เป็นคนแต่งเติม


งานวิจัยใหม่แนะมนุษย์อาจไม่ได้เป็นคนสร้างมหาสฟิงซ์ขึ้นมาเองทั้งหมด
แต่ธรรมชาติเป็นคนช่วยและมนุษย์เป็นคนแต่งเติม

ธรรมชาติสร้างหรือคนสร้างพีระมิดหรือว่าสฟิงซ์มันก็ไม่มีความหมายอะไรในเมื่อมันสร้างเสร็จแล้วใครจะสร้างใครจะทำก็ปล่อยมันไปตามเรื่องตามราวไปเถอะ

แต่เราก็สามารถที่จะเรียนรู้หรือวิเคราะห์วิจัยได้นะเพราะความอยากรู้อยากเห็นของคนมันมีไม่มีสิ้นสุด

ซึ่งเกิดจากกระแสลมกัดเซาะนานหลายพันปี


เป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วที่ Farouk El-Baz
นักวิทยาศาสตร์อวกาศและนัธรณีวิทยาซึ่งเป็นที่รู้จักจากการสำรวจภาคสนามในทะเลทรายทั่วโลก
ตั้งทฤษฎีว่าลมมีส่วนสำคัญในการสร้างรูปร่างของมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่า
จากนั้นชาวอียิปต์โบราณก็ได้เพิ่มรายละเอียดใบหน้าและร่างกายให้สมบูรณ์

น่าเสียดายที่ตอนนั้นยังไม่มีหลักฐานที่สนับสนุนเพียงพอ แต่ในตอนนี้งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสารPhysical Review Fluids
จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กได้เสนอหลักฐานจากการทดลองว่า กระแสลมอาจเป็นผู้ช่วยสร้างจริง ๆ 

“การทดลองในห้องปฏิบัติการของเราแสดงให้เห็นว่ารูปร่างคล้ายสฟิงซ์ที่น่าประหลาดใจนั้นแท้จริงแล้วสามารถมาจากวัสดุที่ถูกกัดเซาะโดยการไหลที่รวดเร็ว” Leif Ristroph
รองศาสตราจารย์จากสถาบันวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ Courant Institute of Mathematical Sciences
กล่าว

จุดเริ่มต้นก็คือทีมวิจัยได้เห็นเสาหินในทะเลทรายที่เรียกว่า Yardang
มันเป็นเสาที่ถูกลมกัดกร่อนแต่ละส่วนไม่เท่ากันพวกเขาชื่อว่าบางที ชาวอียิปต์โบราณเห็น Yardangนี้แล้วก็อาจจะอยากแกะสลักตกแต่ง
เพิ่มใบหน้าคนเข้าไป แล้วเปลี่ยนตัวให้เป็นสิงโตพร้อมใส่ปีกอินทรีเข้าไปด้วย 

ทีมงานจึงทดลองว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่กระแสลมจะกัดเซาะหินให้มีรูปร่างเหมือนเป็นตัวต้นแบบของสฟิงซ์
พวกเขาจึงปั้นดินเหนียวโดยใส่วัสดุแข็งเข้าไปข้างในแล้วเอามันไปไว้ในอุโมงค์ที่มีกระแสน้ำไหลอยู่เพื่อแทนกระแสลม และพวกเขาก็ประหลาดใจ 


“(เรา)แสดงให้เห็นว่ากระบวนการกัดเซาะตามธรรมชาติสามารถแกะสลักรูปร่างที่ดูเหมือสิงโตนอนโดยมีการยกหัวขึ้น” Ristroph บอกน้ำที่ไหลอย่างรวดเร็วได้พัดเอาดินเหนียวออกไปกลายเป็นหัวทรงกระบอกซึ่งต่อมาก็เป็นเกราะป้องกันร่างกายด้านหลัง 

ในขณะที่กระแสน้ำด้านล่างลงมาก็ค่อย ๆ สร้างคอแขนขา และอุ้งเท้า
“รูปร่างที่ไม่คาดคิดมาจากการที่กระแสน้ำถูกเปลี่ยนทิศทางไปรอบ ๆ
ชิ้นส่วนที่แข็งกว่าหรือกัดกร่อนได้น้อยกว่า” Ristrophเสริม

และในท้ายที่สุดมนุษย์ก็เข้ามาแต่งเติมให้รายละเอียดสมบูรณ์ ทีมงานสรุปว่านี่คือหลักฐานที่เป็นไปได้แต่ยังไงก็ตามพวกเขาไม่แน่ใจว่าในธรรมชาติจะมีเสาหินที่ใหญ่พอหรือไม่แต่เสาหินหลายแห่งก็มีรูปร่างเหมือนสัตว์นั่งหรือนอนอยู่บ้างแล้ว 


“ในความเป็นจริงแล้วมี Yardang
ที่ดูเหมือนสัตว์นั่งหรือนอน บางตัวดูเหมือนสิงโตนั่งหรือแมวนั่งมาก ซึ่งสนับสนุนข้อสรุปของเรา”Ristroph กล่าวถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังยกย่องความสามารถของชาวอียิปต์โบราณที่สามารถสร้างสรรค์งานออกมาได้อย่า
งน่าทึ่งรวมถึงจินตนาการถึงสัตว์วิเศษตัวนี้ด้วยเช่นกัน

"ผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าคนโบราณอาจพบอะไรบ้างในทะเลทรายของอียิปต์และเหตุใดพวกเขาจึงจินตนาการถึงสิ่งมีชีวิตที่น่าอัศจรรย์" รายงานระบุ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้สังเคราะห์สร้างหุ่นยนต์แมลงที่พัฒนาขึ้นใหม่สามารถบินได้อย่างเต็มที่ในทุกทิศทาง


ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้สังเคราะห์สร้างหุ่นยนต์แมลงที่พัฒนาขึ้นใหม่สามารถบินได้อย่างเต็มที่ในทุกทิศทาง

หุ่นยนต์วัดขนาดแมลงที่พัฒนาขึ้นใหม่สามารถบินได้อย่างเต็มที่ในทุกทิศทาง
24 พฤษภาคม 2566 โดย ทีมงานข่าว
ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯ ได้สังเคราะห์และใช้ตัวควบคุมการบินอิสระ 6 ระดับประสิทธิภาพสูงสำหรับ Bee ++ หุ่นยนต์บินขนาดแมลงที่ขับเคลื่อนด้วยปีกกระพือปีก 4 ข้างที่กระพือได้อย่างอิสระ


ด้วยปีกทั้งสี่ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และเส้นใยไมลาร์ รวมทั้งแอคชูเอเตอร์น้ำหนักเบาสี่ตัวเพื่อควบคุมปีกแต่ละข้าง ต้นแบบ Bee++ จึงเป็นรุ่นแรกที่บินได้อย่างเสถียรในทุกทิศทาง  เครดิตรูปภาพ: Bena et al., doi: 10.1109/TRO.2022.3218260
ด้วยปีกทั้งสี่ที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์และเส้นใยไมลาร์ รวมทั้งแอคชูเอเตอร์น้ำหนักเบาสี่ตัวเพื่อควบคุมปีกแต่ละข้าง ต้นแบบ Bee++ จึงเป็นรุ่นแรกที่บินได้อย่างเสถียรในทุกทิศทาง 


นักวิจัยพยายามพัฒนาแมลงบินเทียมมานานกว่าสามทศวรรษ

สักวันหนึ่งพวกมันอาจนำไปใช้กับงานหลายๆ อย่าง รวมถึงการผสมเกสรเทียม การค้นหาและช่วยเหลือในพื้นที่จำกัด การวิจัยทางชีววิทยา หรือการตรวจสอบสิ่งแวดล้อม รวมถึงในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร


แต่เพียงแค่ให้หุ่นยนต์ตัวเล็กบินขึ้นและลงจอดได้ จำเป็นต้องมีการพัฒนาตัวควบคุมที่ทำหน้าที่เหมือนกับสมองของแมลง

Dr. Néstor Pérez-Arancibia นักวิจัยจาก Washington State University กล่าวว่า "มันเป็นการผสมผสานระหว่างการออกแบบและการควบคุมหุ่นยนต์

“การควบคุมนั้นใช้คณิตศาสตร์สูง และคุณออกแบบสมองเทียมประเภทหนึ่ง บางคนเรียกมันว่าเทคโนโลยีที่ซ่อนเร้น แต่ถ้าไม่มีมันสมองง่ายๆ ก็คงไม่มีอะไรทำงาน”


ดร. Pérez-Arancibia และเพื่อนร่วมงานได้พัฒนาผึ้งหุ่นยนต์สองปีก แต่มันถูกจำกัดในการเคลื่อนไหว

ในปี 2019 พวกเขาได้สร้างหุ่นยนต์สี่ปีกที่เบาพอที่จะบินขึ้นได้

ในการซ้อมรบสองครั้งที่เรียกว่าการขว้างหรือการกลิ้ง พวกเขาทำให้ปีกด้านหน้ากระพือในลักษณะที่แตกต่างจากปีกด้านหลังสำหรับการขว้าง และปีกด้านขวากระพือในลักษณะที่แตกต่างจากปีกด้านซ้ายสำหรับการกลิ้ง ทำให้เกิดแรงบิดที่หมุนหุ่นยนต์ไปรอบๆ แกนนอนหลักสองแกน

แต่การสามารถควบคุมท่าทางการหันเหที่ซับซ้อนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากไม่มีหุ่นยนต์ หุ่นยนต์จะหลุดออกจากการควบคุม ไม่สามารถโฟกัสไปที่จุดใดจุดหนึ่งได้ จากนั้นพวกเขาก็พัง

“ถ้าคุณควบคุมการหันเหไม่ได้ แสดงว่าคุณถูกจำกัดอย่างมาก ถ้าคุณเป็นผึ้ง นี่คือดอกไม้ แต่ถ้าคุณควบคุมการหันเหไม่ได้ คุณก็จะหมุนตัวอยู่ตลอดเวลาเมื่อคุณพยายามจะไปถึงที่นั่น” ดร. เปเรซ-อารันซิเบียกล่าว

“การมีการเคลื่อนไหวในทุกองศาก็มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการหลบหลีกหรือการติดตามวัตถุ”


“ระบบไม่เสถียรอย่างมาก และปัญหาก็ยากสุดๆ เป็นเวลาหลายปีที่ผู้คนมีความคิดเชิงทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีควบคุมการหันเห แต่ไม่มีใครสามารถทำได้เนื่องจากข้อจำกัดในการกระตุ้น”


เพื่อให้หุ่นยนต์ของพวกเขาบิดในลักษณะที่ควบคุมได้ นักวิจัยใช้สัญญาณจากแมลงและขยับปีกเพื่อให้พวกมันกระพือปีกในระนาบมุม

พวกเขายังเพิ่มจำนวนครั้งต่อวินาทีที่หุ่นยนต์ของพวกเขาสามารถกระพือปีกได้ — จาก 100 เป็น 160 ครั้งต่อวินาที

“ส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาคือการออกแบบทางกายภาพของหุ่นยนต์ และเรายังได้คิดค้นการออกแบบใหม่สำหรับตัวควบคุม ซึ่งเป็นสมองที่บอกให้หุ่นยนต์รู้ว่าต้องทำอะไร” ดร. Pérez-Arancibia กล่าว

“ด้วยน้ำหนัก 95 มก. ปีกกว้าง 33 มม. Bee++ ยังใหญ่กว่าผึ้งจริงซึ่งหนักประมาณ 10 มม.”

“ต่างจากแมลงจริงตรงที่มันสามารถบินได้เองครั้งละประมาณห้านาทีเท่านั้น ดังนั้นมันจึงถูกล่ามไว้กับแหล่งพลังงานเป็นส่วนใหญ่ผ่านสายเคเบิล”

“เรากำลังทำงานเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์แมลงประเภทอื่นๆ รวมถึงโปรแกรมรวบรวมข้อมูลและเครื่องสไตรเดอร์น้ำ

https://youtu.be/6AJ_Nm3rWBQ

รายการบล็อกของฉัน

  • งานใหม่ -
    1 ปีที่ผ่านมา
  • พบผึ้งฉลาดกว่าที่คิด เข้าใจความหมายของเลขศูนย์ - พบผึ้งฉลาดกว่าที่คิด เข้าใจความหมายของเลขศูนย์แม้จะทราบกันดีว่าผึ้งเป็นแมลงที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อนว่าผึ้งที่มีขนาดสมองเพียงน้...
    4 ปีที่ผ่านมา
  • ทายนิสัยจากดอกไม้ที่ชอบ - ดอกไม้คุณชอบนั้น สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณได้บ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณแล้ว อยากรู้กกันแล้วใช่ไหมมาดูพร้อมๆกันเลย ดอกเฟื่องฟ้า สำหรับคนที่ชอบดอก...
    11 ปีที่ผ่านมา
  • Sony Xperia Z1 3G - *Sony Xperia Z1 3G, 20MP, 16GB, Jelly Bean, Quad-Core Factory Unlocked World Mobile Phone – White !!!* * GSM 850 / 900 / 1800 / 1900 * 3G 850 / 900 / 170...
    12 ปีที่ผ่านมา
  • วิธีการกำจัดกลิ่นตัว - *วิธีการกำจัดกลิ่นตัว *Body – กลิ่นที่ก่อให้เกิดความผิดปกติทางการแพทย์ กลิ่นตัวเป็นบางครั้งผลของความผิดปกติท​​างการแพทย์อย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ถ้าคุณมีกล...
    15 ปีที่ผ่านมา